แนะนำตัวเอง

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พิธีแต่งงานของชาวเขาเผ่าม้ง

พิธีแต่งงานของชาวเขาเผ่าม้ง
          เมื่อฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรู้จักกันและเกิดรักกัน ทั้ง2 คนอยากใช้ชีวิตร่วมกัน ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะกลับมาบ้านของตนเอง และฝ่ายชายค่อยมาพาฝ่ายหญิงจากบ้านของฝ่ายหญิง โดยผ่านประตูผีบ้านของฝ่ายหญิง เพราะคนม้งถือและเป็นวัฒนธรรมของคนม้ง หลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงกลับมาถึงบ้านของฝ่ายชาย พ่อ แม่ของฝ่ายชายจะเอาแม่ไก่มาหมุนรอบศีรษะทั้งสองคน 3 รอบเรียกว่า “ หรือข๊า ” เป็นการต้อนรับคนทั้งสองเข้าบ้าน ซึ่งฝ่ายชายต้องแจ้งให้ญาติทางฝ่ายหญิงทราบภายใน 24 ชั่วโมง โดยจัดหาคน 2 คน เพื่อไปแจ้งข่าวให้พ่อแม่และญาติทางฝ่ายหญิงทราบ ว่าตอนนี้บุตรชายของเราได้พาบุตรสาวของท่านมาเป็นลูกสะใภ้ของเราแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงบุตรสาว โดยคนที่ไปแจ้งข่าวนั้นคนม้งเรียกว่า “ แม่โก๊ง ”
          พ่อ แม่ฝ่ายหญิงจะแจ้งให้ทางฝ่ายชายว่าทราบว่าอีก 3 วันให้ “ แม่โก๊ง ” มาใหม่ นั้นหมายถึงว่าพ่อ แม่ทางฝ่ายหญิงต้องการจัดงานแต่งงาน สมัยก่อนคนม้งมักจะอยู่กินด้วยกันก่อนสองถึง3เดือนหรืออาจจะเป็นปีแล้วค่อยมาจัดงานแต่ง แต่ปัจจุบันนี้สังคมเปลี่ยนไปตามยุคเทคโนโลยี ทำให้การจัดงานแต่งงานของคนม้งได้กำหนดจัดงานแต่งงานภายใน 3 วันเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน

         การกำหนดงานแต่งงานบางคนอาจกำหนดเมื่อมาแจ้งข่าว คนม้งเรียกว่า “ ก่างซุน ” แต่บางคนอาจจะกำหนดหลังจากนั้นประมาณ 2-3 วัน ที่เรียกว่า “ หน่าจื่อจ้งโช้ง ” พ่อแม่ของฝ่ายชายแม้จะไม่พร้อมแต่เมื่อทางฝ่ายหญิงต้องการก็ต้องพร้อมสำหรับจัดงานแต่งงาน เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมจะจัดงานแต่งงานทันที ในงานแต่งงานทางฝ่ายเจ้าบ่าวและทางฝ่ายเจ้าสาวจะผู้นำในการจัดงานแต่ง ฝ่ายเจ้าบ่าวเรียกว่า “ แม่โก๊ง ส่วนฝ่ายเจ้าสาวเรียกว่า “ ป๋อมิ๋น ” ซึ่งจะทำหน้าในการประสานงานทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้งานนั้นดำเนินอย่างราบรื่น การที่ฝ่ายชายจะเดินทางไปบ้านของฝ่ายหญิงนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวต้อง ฆ่าหมู 1 ตัวเพื่อเป็นการขอบคุณญาติและแขกที่มาในงานแต่งของตัวเองและก่อนจะเดินทางผู้นำของฝ่ายเจ้าบ่าวที่เรียกว่า “ แม่โก๊ง ” จะสวดบทสวดซึ่งมีเนื้อหาว่า “ เราจะพาลูกบ่าวและลูกสะใภ้ของท่านไปที่บ้านของลูกสะใภ้เพื่อจัดงานแต่งงานขอให้ท่านอย่าห่วง ” ในการเดินทางนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวประกอบด้วย

แม่โก๊ง (เฒ่าแก่) หน้าที่ ประสานงานทั้ง 2 ฝ่าย รับผิดชอบงานทุกอย่างในระหว่างจัดงานแต่ง
เจ้าบ่าว หน้าที่ ทำตามขั้นตอนพิธีกรรมม้ง
เพื่อนเจ้าบ่าว หน้าที่ ดูแลและรับผิดงานทุกอย่างร่วมกับเจ้าบ่าว
เจ้าสาว หน้าที่ ทำตามขั้นตอนพิธีกรรมม้ง
เพื่อนเจ้าสาว หน้าที่ คุ้มครองดูแลเจ้าสาว
คนแบกข้าวมื้อเที่ยง หน้าที่ ดูแลข้าวมื้อเที่ยงของการเดินทาง
          ทางฝ่ายพ่อแม่เจ้าสาวฆ่าหมูหรือฆ่าไก่ก็ได้เพื่อเป็นการขอบคุณแขกและต้อนรับฝ่ายเจ้าบ่าว และจะมีการแบ่งหน้าที่ในการรับผิดชอบ เช่น คนทำข้าว คนสับเนื้อ ในงานแต่ง เมื่อฝ่ายเจ้าบ่าวมาถึงบ้านของเจ้าสาว “ แม่โก๊ง ” ทางฝ่ายของเจ้าบ่าวจะถามว่าอยู่บ้านไหม “ เม้ ปัว ง้อ เช่ ” และพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงจะตอบว่าอยู่ “ ง้อ ” และจะเปิดประตูให้เข้าบ้าน ทางฝ่ายเจ้าบ่าวจะคาราวะญาติ และแขกทางฝ่ายหญิงด้วยการคุกเข่าโดยมีเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวคาราวะ และหลังจากนั้นพักตามอัธยาศัยและพ่อแม่ทางฝ่ายเจ้าสาวเตรียมอาหารเพื่อให้ฝ่ายเจ้าบ่าวรับประทาน โดยบ้านฝ่ายเจ้าสาวมี “ กางสื่อ ” เป็นผู้จัดเตรียมการ ก่อนรับประทานอาหารผู้นำ (แม่โก๊ง)ของฝ่ายเจ้าบ่าวจะสวดบทสวดซึ่งมีเนื้อหาว่า “ เราขอขอบคุณสำหรับการต้อนรับและอาหารในมื้อนี้เป็นอย่างมาก ” การสวดบทสวดนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณที่พ่อแม่ทางฝ่ายเจ้าสาวฆ่าหมูอย่างมีคุณค่าจากนั้นร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จพักตามอัธยาศัย


         เมื่อตกดึกผู้นำทั้ง 2 คนคือ “ แม่โก๊ง ” และ “ ป๋อมิ๋น ” จะประสานงานกันถึงค่าสินสอด ในสมัยก่อนค่าสินสอดเรียกว่า “ หน่าจื่อเค้าชอ ” ซึ่งหมายถึง ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือค่าที่พ่อแม่ชุบเลี้ยงลูก ปัจจุบันนี้อาจจะไม่คุ้นหูและอาจไม่เป็นที่รู้จักกัน และปัจจุบันนี้ค่าสินสอดของคนม้งที่นิยมกันคือ เงินแท่ง 4 แท่ง เมื่อตกลงค่าสินสอดทั้งสองฝ่ายแล้ว “ แม่โก๊ง ” จะเอาเงินให้ทางฝ่ายหญิงดูแล “ กางสื่อ ” จะเป็นบุคคลเก็บเงินและบอกกับพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงว่า ฝ่ายเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะฝ่ายเขาได้คน แต่ฝ่ายเราไม่ได้คนเราก็ควรจะเอาค่าสินสอดและมีการจ่ายเงินให้อาป้า พี่สาว น้องสาว พี่ชายและน้องชาย ญาติ และแขก โดยจ่ายคนละ 200 บาท ซึ่งคนม้งเรียกว่า “ เงินเติมจ๋อ ”


           หลังจากนั้นจะมีการตั้งโต๊ะโดยทั้ง 2 ฝ่ายคือ ทางฝ่ายเจ้าสาวและทางฝ่ายเจ้าบ่าว ฆ่าไก่ คนละ 1 ตัว และหลังจากนั้นนำไปต้มเสร็จนำไปตั้งโต๊ะ “ แม่โก๊ง ” และ “ ป๋อมิ๋น ” จะสวดบทสวดก่อนจะขึ้นโต๊ะและจะมีการดื่มเหล้า โดยที่ “ แม่โก๊ง ” พูดว่าเราเอาเหล้าทุกคนดื่มเนื่องจากฝ่ายของเราเหลือได้ฝ่ายของท่าน และได้นำหมูมา 1 ตัวด้วย ซึ่งคนม้งนิยมนำหมูที่นำมาทำพิธีแต่งงานต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 80 กิโลกรัม และไม่มากกว่า 120 กิโลกรัม ส่วนความใหญ่นั้นคนม้งนิยมไม่น้อยกว่า 6 เมตร และความสูงไม่เกิน 8 เมตร และหลังจากนั้นทุกคนจะไปพักผ่อนตอนเช้าทางฝ่ายเจ้าบ่าวจะจัดการฆ่าหมูที่เตรียมมาซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงที่ฝ่ายเจ้าบ่าวรับผิดชอบ เมื่อจัดการเสร็จทางฝ่ายพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาวจะจัดการสับเนื้อและต้ม เมื่อต้มเสร็จพ่อแม่ทางฝ่ายเจ้าสาวจะเตรียมตั้งโต๊ะและไปเชิญญาติและแขกมารับประทาน วิธีการเชิญแขกมางานแต่งของคนม้งนิยมเชิญว่า “ ลูกสาวของตนเองแต่งงานแล้วและวันนี้เป็นงานมงคลขอให้ท่านผู้มีเกียรติอยู่และอย่าเพิ่งกลับ-อยู่เพื่อดื่มฉลองพิธีแต่งงาน ” หลังจากแขกเหรื่อมารับประทานอาหารเร็จแล้วจะมีการตั้งโต๊ะใหม่มีการต้มยาใช้สำหรับดื่มบนโต๊ะ ซึ่งยาที่ต้มนั้นส่วนมาก คือ ใบฝรั่ง โดยที่กางสื่อจะริมให้ แม่โก๊งดื่มและริมให้ ป๋อมึ๋น ดื่ม ซึ่งบนโต๊ะนั้น แม่โก๊งจะอยู่ตรงกลาง และทางมือซ้ายของแม่โก๊งคือ อากับป้า และถัดมาคือ แขก และทางมือขวานั้นคือน้อง แขกและพี่ชาย บนโต๊ะนั้นจะมีการดื่มเหล้า เมื่อกางสื่อสวดบทสวดให้ แม่โก๊ง และป่อมิ๋น ทุกคนที่อยู่บนโต๊ะจะต้องลุกขึ้น ในการดื่มเหล้าบนโต๊ะคนม้งถือว่าไม่ควรพูดว่า หมด เพราะถือว่าเป็นคำหยาบ หากคนที่อยู่บนโต๊ะพูดจะถูกปรับโดยการดื่มเหล้าแทน




 
   “ กางสื่อ ” พูดว่า วันนี้เราจัดงานแต่งงาน เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวจะคุกเข่า 2 ครั้ง เพราะการคุกเข่านั้นเป็นการแสดงความเคารพต่อแขกและคนเฒ่าคนแก่ เพราะในอดีตนั้นม้งไม่มีการบันทึกเป็นลายอักษรว่า ใครแต่งงานกับใคร จึงมีการคุกเข่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ และให้คนที่มาในงานแต่งเป็นพยาน หากวันใดการใช้ชีวิตร่วมกันของคน 2 คนมีปัญหาขอให้คนที่มาในงานแต่งช่วยพูดให้คน 2 คนหันมารักกันต่อ และหลังจากนั้นเป็นการกินเลี้ยงโดยผู้ชายจะรับประทานก่อนและตามด้วยผู้หญิง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จจะมีการเตรียมตั้งโต๊ะใหม่ การหันโต๊ะกลับเพราะใกล้ถึงเวลาที่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะกลับ กางสื่อจะเตรียมเหล้า
          ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อแม่เจ้าสาวสั่งสอนการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างเจ้าบ่าวและเจ้าสาว และหลังจากนั้นญาติพี่น้องจะเอาของให้เจ้าสาว เช่น จาน หม้อ เสื้อผ้าและผ้าห่มเป็นต้น กางสื่อจะเป็นคนมอบข้าวของให้เจ้าสาว จากนั้นแม่โก๊งจะสวดบทสวดเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับข้าวของ ก่อนสวดบทสวดจะริมเหล้าให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาว และหลังจากนั้นแม่โก๊งจะสวดบทสวดเอาร่มก่อนกลับ และฆ่าไก่และห่อข้าวให้โดย ไก่ที่ฆ่านั้นจะผ่า ครึ่งตัวให้แม่เจ้าสาว และอีกครึ่งตัวให้เจ้าสาว โดยครึ่งตัวที่ให้เจ้าสาวนั้นมีหัวไก่ด้วย ส่วนข้าวที่ห่อนั้นจะผ่าเป็นสองส่วน อีกส่วนให้แม่ของเจ้าสาว และอีกส่วนให้เจ้าสาว เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อการใช้ชีวิตร่วมกันของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว และจากนั้นเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวจะคุกเข่าเพื่อขอบคุณแขกและคนเฒ่าคนแก่ก่อนกลับ จากนั้นทางฝ่ายเจ้าบ่าวจะพาเจ้าสาวกลับโดยผ่านประตูผีซึ่งเป็นการจบขั้นตอนในการจัดงานแต่งที่บ้านของเจ้าสาว เป็นธรรมเนียมของคนม้งเมื่อเดินทางกลับครึ่งทางจะมีการรับประทานอาหาร เพื่อเส้นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง และเมื่อเดินทางถึงบ้านเจ้าบ่าวแม่โก๊งจะบอกว่า เราได้พาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปจัดงานแต่งงานที่บ้านฝ่ายเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวจะคุกเข่าคาราวะเพื่อขอบคุณพ่อแม่และแขกที่มาร่วมงานแต่งที่บ้านเจ้าบ่าว ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยงานในงานแต่งครั้งนั้นๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก
 http://hilltribe.org/thai/hmong/hmong-marriage.php 

พีธีแต่งงานของชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง

พิธีแต่งงานของชาวปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง)









วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

ประเพณีบวชเมี่ยน(เย้า)

        ตามความเชื่อที่ว่าลูกผู้ชายคือเกียรติยศของวงศ์ตระกูล เพราะนั่นหมายถึงการสืบสกุลที่จะมีขึ้นต่อไป พิธีบวชลูกชายจึงเกิดขึ้น เพราะหากชายใดได้บวช ชาติหน้าเชื่อว่าจะได้เกิดเป็นชายอีกครั้ง และผลของการบวชจะทำให้ผู้นั้นเจริญรุ่งเรืองในการประกอบการงาน









พิธีบวช (กว๋าตัง)

 

คำว่า "กว๋า ตัง" ในภาษาเมี่ยนมีความหมายว่าแขวนตะเกียง ซึ่งเป็นการทำบุญเพื่อให้เกิดความสว่างขึ้น และเมี่ยนเองก็จะถือว่าผู้ที่ผ่านพิธีนี้แล้ว จะมีตะเกียง 3 ดวง พิธีนี้ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเต๋า เป็นพิธีที่ทำเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ถือเป็นการสร้างบุญบารมีให้กับตนเอง ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ และเป็นผู้สืบสกุล ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า

พิธีกรรมนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีเพียงแต่คำบอกเล่าจากการสันนิษฐานของผู้อาวุโสว่า พิธีกว๋าตัง นี้มีมานานมากแล้ว คงจะเป็น "ฟ่ามชิงฮู่ง" เป็นผู้บัญญัติให้ชาวเมี่ยนทำพิธีนี้ เมื่อประมาณ 2361 ปีมาแล้ว เพราะ ฟ่ามชิงฮู่ง เป็นผู้สร้างโลกวิญญาณและโลกของคน ฟ่ามชิงฮู่ง จึงบอกให้ทำพิธีกว่าตัง เพื่อช่วยเหลือคนดีที่ตายไปให้ได้ขึ้นสวรรค์ หรือไปอยู่กับบรรพบุรุษของตนเอง จะได้ไม่ตกลงไปในนรกที่ยากลำบาก พิธีนี้เป็นพิธีบวชพิธีแรกซึ่งจะทำให้กับผู้ชาย เมี่ยน โดยไม่จำกัดอายุ ในประเพณีของเมี่ยน โดยเฉพาะผู้ชายถ้าจะเป็นคนที่สมบูรณ์จะต้องผ่านพิธีบวชก่อน

 

    
          พิธีกว๋าตัง หมายถึงพิธีแขวนตะเกียง 3 ดวง เป็นพิธีที่สำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นการสืบทอดตระกูล และเป็นการทำบุญให้บรรพบุรุษด้วย ในการประกอบพิธีกว๋าตังนี้ จะต้องนำภาพเทพพระเจ้าทั้งหมดมาแขวน เพื่อเป็นสักขีพยานว่าบุคคลเหล่านี้ว่าได้ทำบุญแล้ว และจะได้ขึ้นสวรรค์เมื่อเสียชีวิตไป จุดสำคัญของพิธีนี้คือ การถ่ายทอดอำนาจบุญบารมีของอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรม ซึ่งในขณะทำพิธีนี้จะมีฐานะเป็นอาจารย์ (ไซเตี๋ย) ของผู้เข้าร่วมพิธีอีกฐานะหนึ่ง และผู้ผ่านพิธีนี้จะต้องเรียกผู้ที่ถ่ายทอดบุญบารมีนี้ว่า อาจารย์ตลอดไป ผู้เป็นอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมเสมอไป แต่ต้องผ่านการทำพิธีกว๋าตัง หรือพิธีบวชขั้นสูงสุด"โต่ว ไซ" ก่อน

เมื่อผ่านพิธีนี้แล้ว จะทำให้เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์ เขาจะได้รับชื่อใหม่ ชื่อนี้จะปรากฏรวมอยู่รวมกับทำเนียบวิญาณของบรรพบุรุษของเขา ซึ่งเป็นการสืบต่อตระกุลมิให้หมดไป เมื่อเขาเสียชีวิตเขาสามารถไปอยู่กับบรรพบุรุษที่ (ย่าง เจียว ต่ง) และอาจจะหลงไปอยู่ในที่ต่ำซึ่งเป็นที่ที่ไม่ดีหรือนรกก็ได้

พอเวลาลูกหลานทำบุญส่งไปให้ก็จะไม่ได้รับ เพราะไม่มีชื่อ นอกจากนี้ผู้ผ่านพิธี (กว๋า ตัง)ยังจะได้รับตำแหน่งศักดินาชั้นต่ำสุดของโลกวิญญาณ จะได้รับบริวารทหารองครักษ์ 36 องค์ และทำให้ภรรยามีเพิ่มเป็น 24 องค์ ดังนั้น ผู้ชายเมี่ยนทุกคนต้องทำพิธี (กว๋า ตัง) จะใช้เวลาในการทำพิธี 3 วันเป็นพิธีถวายตัวแก่เทพเจ้าเต๋า เพื่อวิญาณจะไปอยู่ร่วมกับบรรพชนและมีเทพ (ฮู่ง อิน) มาดูแลปกปักรักษาเมื่อสิ้นชีวิตลง และจะทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

มีศักดิ์และสิทธิที่จะเข้าร่วมพิธีต่างๆของเผ่าได้ทุกพิธี ช่วงที่ทำพิธีนี้ผู้เข้าร่วมจะต้องกินเจและถือพรหมจรรย์ ตามประเพณีแล้วผู้ชายเมี่ยนทุกคนจะต้องเข้าพิธี (กว๋า ตัง) ซึ่งจะไม่จำกัดอายุ จะน้อยหรือมากก็ได้ และจะมีชีวิตหรือไม่มีก็ได้ การผ่านพิธี (กว๋า ตัง) ยังสามารถทำให้ประกอบพิธีกรรมหลายอย่างได้ด้วยตนเอง รวมทั้งการทำกิจกรรมงานอื่น ๆ ก็จะได้รับการเชื่อถือ

สำหรับชายที่แต่งงานแล้วเวลาทำพิธีบวช ภรรยาจะเข้าร่วมพิธีด้วย โดยจะอยู่ด้านหลังของสามี และการทำพิธีสามารถทำได้พร้อม ๆ กันหลาย ๆ คนก็ได้ แต่คนที่ทำนั้นจะต้องเป็นญาติพี่น้องกัน หรือนับถือบรรพบุรุษเดียวกัน เมี่ยนเรียกว่า(จ่วง เมี้ยน) หลังจากผ่านพิธีนี้แล้ว ผู้ทำพิธีจะได้รับชื่อผู้ใหญ่ และชื่อที่ใช้เวลาทำพิธีด้วยเรียกว่า (ฝะ บั๋ว)

 


การบวชแบ่งออก 3 ระดับ คือ

1. กว๋าฟามทอยตัง เป็นการบวชซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุด ใช้เวลาในการประกอบพิธี 3 วัน 3 คืนเท่านั้น
2. กว๋าเชียดฟิงตัง เป็นการบวชที่ถือว่าอยู่ในระดับกลาง มีพิธี 7 วัน 7 คืน
3. โต่วไซ หรือ กว๋าต้าล่อตัง ถือว่าเป็นการบวชที่ใหญ่ที่สุด ใช้เวลาในการประกอบพิธี 7 วัน 7 คืน
การบวชทั้ง 3 ระดับนี้ มีทั้งการบวชแบบเดี่ยวและแบบควบกัน
1. การบวช กว๋าฟามทอยตัง เพียงอย่างเดียว
2. การบวช กว๋าเชียดฟิงตัง หรือ กว๋าเชียดโต่ว ที่รวมกับการบวช กว๋าฟามทอยตัง
3. การบวช กว๋าต้าล่อตัง ที่รวมกับการบวชกว๋าฟามทอยตัง

ในการเข้าพิธีบวชนี้ในหมู่บ้านเครือญาติ จะมีการตรวจสอบหลักฐานของแต่ละคนจาก "นิ่นแซงเป้น" คือ บันทึกวันเดือนปีเกิดหรือสูติบัตร (เอ้โต้ว) คือ การปฏิบัติต่อกันมา และ "จาฟินตาน" คือ บันทึกรายชื่อของบรรพบุรุษที่แต่ละคนถือครองอยู่

 

# การเตรียมงาน เครื่องแต่งกาย ประจำเผ่าของผู้หญิง ซึ่งจะต้องเป็นเครื่องที่ตัดเย็บขึ้นใหม่
# ผ้า ดิบสีขาว(เจี๋ย ซิน เดีย) ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมประจำผู้เข้าพิธี 1 ผืน
# เก้าอี้ (กว๋าตัง ตน) ใช้สำหรับผู้เข้าพิธีนั่งตอนทำพิธีกว๋าตัง ซึ่งจะใช้ไม้ตัดมาใหม่ ทำเป็นรูปอักษรพิมพ์ใหญ่ตัว1แล้วแต่งด้วยกระดาษสีต่าง ๆ ที่ตัดเป็นลวยลายอย่างสวยงาม
# เสา ที่วางตะเกียง (เจียบ จ่าง เดี้ยว) ทำจากต้นกล้วย โดยตัดลำของต้นกล้วยสูงประมาณ 140 เซนติเมตร แล้วหาลำกล้วยอีกต้นมาตัดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร 2 ท่อน ใช้ไม้เสียบให้ติดกับด้านข้างของต้นสูงทั้งสองข้างให้เป็นแขนออกมา มีลักษณะด้านบนที่วางตะเกียงต้องใช้มีดคว้านให้มีขนาดวางตะเกียงได้พอดี
# กระดาษ สำหรับประกอบพิธีกรรม จะมี 2 แบบ คือ เจ่ยก๋อง และ เจ่ยหมา เจ่ยก๋อง ทำจากกระดาษสา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 4 คูณ 9 นิ้ว แล้วใช้เหล็กที่เป็นแม่พิมพ์รูปเงินตอกลงบนกระดาษจนเป็นรอย เรียงเป็นแถว 5-6 แถว เจ่ยหมา จะใช้แม่พิมพ์ไม้ขนาด 2 คูณ 8 นิ้ว เรียกว่า หมากเพย ทาด้วยหมึกดำ ซึ่งเผามาจากฟางข้าวแล้วผสมน้ำ แล้วกดลงบนกระดาษสาที่ตัดมา
# ห่อเกลือ สำหรับเชิญอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมและพ่อครู ทำโดยตัดใบตองขนาดพอเหมาะเช็ดให้สะอาดใส่เกลือประมาณ 2 ช้อน ห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม คาดด้วยกระดาษสีขาวแล้วมัดซ้ำด้วยด้ายสีดำ
# ถุงข้าว (ซิ เจียน) สำหรับบูชาครู โดยใช้ผ้าดิบสีขาวตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมใส่ข้าวประมาณ 400 กรัม และใส่เหรียญเงินแท้แล้วผูกด้วยเชือก
# เรือ และหุ่นวิญญาณร้าย (ซู่ง เมี้ยน) เรือทำมาจากใบไม้ทีมีลักษณะรียาว ทำมาจากใบข้าวหรือข้าวโพดก็ได้ นำมาสานเป็นรูปเรือ ส่วนหุ่นวิญญาณร้าย ใช้ฟางข้าวมามัดเป็นรูปคน
# ตะเกียง แต่เดิมจะใช้ถ้วยชามแบบใหญ่ ใส่ข้าวสานลงไปประมาณ 3/4 ของถ้วย ใส่ด้วยควั่นเป็นเกลียว ปักลงไปในข้าวสาร แล้วเทน้ำมันงาลงไป ในปัจจุบันใช้เทียนขาวปักลงในข้าวสารแทน
# อาหาร ใช้สำหรับเซ่นไหว้ และสำหรับเลี้ยงแขก ได้แก่ หมู ไก่ ข้าวสวย เหล้า ชา ขนมเมี่ยน (ยั้วเจ๊ยะ) เป็นขนมที่ทำจากข้าวเหนียวผสมงาดำ ห่อด้วยใบตองแล้วนำไปนึ่ง
อุปกรณ์ (ซิบ เมี้ยน เมี่ยน) สำหรับอุปกรณ์ซิบเมี้ยนเมี่ยนส่วนใหญ่เป็นของที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่รวบรวมเตรียมพร้อมใช้ได้เลย ดังนี้
1. ภาพสามดาว (ต้ม ต๋อง เมี้ยน) ถือเสมือนเป็นเสื้อของเทพ เวลาอัญเชิญมาในพิธีก็จะมาสถิตในภาพนี้เลย
2. จ๋าว มีลักษณะเป็นไม้ 2 อัน ประกอบกัน ใช้สำหรับเสี่ยงทาย เพื่อที่จะทราบว่าเทพ หรือ เมี้ยน ยอมรับหรือพอใจในเครื่องเซ่นไหว้หรือไม่
3. มีดหมอผี (กิ๋ม) มีลักษณะเป็นมีดสั้น ที่ปลายด้ามมีดจะมีเหรียญร้อยเป็นพวงติดอยู่ ใช้สำหรับขับไล่สิ่งชั่วร้าย และนำมาแต่สิ่งที่ดี
4.ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ (ชิ่ง ก๋วย) ทำมาจากไม้ ลักษณะเรียวยาว ปลายแหลมมีโลหะติดอยู่
5. เขาควาย (จอง) ใช้สำหรับเป๋าเชิญเทพแห่งดวงอาทิตย์ (หยุ่น ต๋าย ฮู่ง)
6. หนังสือทำพิธี ซึ่งต้องใช้หลายเล่ม เช่น คอยตาลโซ หนังสือที่บันทึกคำสวดสำหรับ เซ่นไหว้ และ จ่าฟินตาน หนังสือบันทึกชื่อบรรพบุรุษที่จะเชิญมาร่วมพิธี
7. ตราประทับ ทำจากไม้แกะสลักตัวอักษรจีน และกระดาษ, หมึกดำ, พู่กันจีน ใช้เขียนสารแจ้งเทพแห่งดวงอาทิตย์
8. กระถางธูป ทำมาจากกระบอกไม้ไผ่
9. หงะเก๊น เป็นไม้ไผ่ที่ผ่าเป็นแผ่นบางขนาด เป็นไม้ไผ่ที่ผ่าเป็นแผ่น
10. เสื่อและเชือกปอ
11. กระดิ่ง เป็นเครื่องตนตรีที่ใช้ประกอบ
12. เครื่องดนตรี ที่ใช้ในงานมีเพียง 3 ชนิดเท่านั้น คือ กลอง (โหญ) ฆ้อง (ล่อ) และฉาบ (ฉาว เจ้ย)
13. ชุด สำหรับทำพิธีของอาจารย์ประกอบพิธีกรรม ประกอบด้วย หมวก ซึ่งเป็นหมวกสีดำทรงกลมตั้งขึ้น ด้านบนเย็บติดกัน ประดับด้วยพรมไหมสีแดงด้านบนจะแคบกว่าด้านล่าง เสื้อ (ลุ่ย กว๋า) เป็นเสื้อไม่มีแขน ผ่าอก ไม่มีปกคอเสื้อ ตัวเสื้อยาวต่ำกว่าสะโพก ใช้สวมทับชั้นใน มีลวดลายสีสันฉูดฉาด (ตุ้ง จุ่น) มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู คลายกับกระโปรงสตรีที่ไม่เย็บติดกันยาวจากเอวถึข้อเท้า ใช้สวมทับกางเกง (ผา ฮุ้ง) เป็นผ้าสีแดง ใช้คาดเอวทับเสื้อ (ผา จุ่น) เป็นผ้าสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ด้านหน้าผ้าใช้ผ้าทอด้วยมือสีดำปักลาย และตรงปลายของส่วนที่มีพู่ไหมพรมสีแดงประดับพองาม (เส้นต้อต๋าย) ใช้มัดหมวกซิบเมี้ยนเมี่ยน อาจารย์ประกอบพิธีกรรมจะแต่งตัวอย่างไร ขึ้นอยู่กับพิธีกรรมแต่ละขั้นตอน





ขอขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิกระจกเงา โครงการพิพิธภัณฑ์ชาวเขาออนไลน์ http://www.hilltribe.org

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

การแต่งกายในชนเผ่าต่างๆ

                                                                                                                                                                          การแต่งกายในชนเผ่ากระเหรี่ยง






การแต่งกายในชนเผ่าอาข่า



      การแต่งกาย
      เมื่อสาวอาข่าแต่งตัวครบเครื่องจะสวยน่าตะลึงลานตั้งแต่ศีรษะจดเท้า เครื่องแต่งกายของหญิงอาข่าประกอบด้วยหมากที่ประดับและตกแต่งเต็มที่ด้วยเหรียญและเครื่องเงิน เสื้อตัวสั้นที่ปะด้วยเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลากสีที่ด้านหลัง ซึ่งสวมคลุมทับกระโปรงสั้นเหนือเข่า มีผ้าคาดเอวซึ่งแต่งชายงดงาม และรัดน่องที่ปะและตกแต่งลวดลายสวยงามคล้ายด้านหลังเสื้อ
      ส่วนผู้ชายอาข่าจะสวมเสื้อคอกลม แขนยาว ผ่าหน้า ซึ่งมีรายละเอียดของแบบและการประดับประดาหลากหลาย ใช้ลวดลายและสีสันเช่นเดียวกับเสื้อสตรี ส่วนกางเกงขาก๊วยไม่มีการตกแต่ง ในบางโอกาสจะใช้ผ้าโพกศีรษะสีดำ พันอย่างเรียบร้อยแน่นหนาจนถอดและสวมได้คล้ายหมวก
เครื่องประดับนั้นส่วนใหญ่จะถูกเย็บติดกับเสื้อผ้า แต่ก็ยังนิยมสวมเครื่องเงินเป็นกำไลคอและข้อมือ รวมทั้งนิยมประดับหมวกด้วยเครื่องเงิน 


การแต่งกายของชนเผ่าม้ง



         ม้งเป็นนักปักที่ลือชื่อภาพชาวม้งที่เราคุ้นตามักจะเป็นม้งลายที่ผู้หญิงจะนุ่งกระโปรงจีบอัดกลีบรอบตัว ยาวแค่เข่าผ้าใยกัญชงหรือฝ้ายทอมือ เขียนลวดลายบาติกอันเป็นเอกลักษณ์ของม้ง ส่วนเสื้อจะเป็นผ้าสีดำแขนยาว สวยพิสดารด้วยฝีเข็มปักและลายปะละเอียดยิบ และมีรัดน่อง นอกจากนี้ เวลาแต่งตัวครบเครื่องจริงๆ ยังมีผ้ากันเปื้อนปักประดับกันวิจิตรงดงามคาดทับกระโปรงอีกที
ส่วนผู้ชายม้งจะสวมกางเกงขายาวสีดำหลวมๆ เป็นหย่อนลงมาเกือบถึงปลายขา สวมเสื้อแขนยาวผ่าอก สีดำเสื้อตัวสั้นลอยอยู่เหนือเอวมีการปักประดับลวดลายที่สาบ ชาวม้งนิยมใช้เครื่องประดับเงิน ทั้งชายและหญิงจะมีกำไลเงินประดับรอบคอกัน

การแต่งกายของชนเผ่าลีซู


ที่มา: 
พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร http://www.thaitextilemuseum.com



หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว


วิถีชีวิตของชาวบ้านกระเหรี่ยง




ทางเข้าหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว จ.แม่ฮ่องสอน



ภายในหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ที่โด่งดังไปทัวโลก

บ้านชาวกะเหรี่ยงแบบดั่งเดิม และบ้านสมัยใหม่ ที่แข็งแรงแน่นหนาขึ้น





บรรยากาศในหมู่บ้านกะเหรี่ยง บริเวณขายของที่ระลึก

ชนเผ่าลีซู







               ลีซอ ซึ่งชาวล้านนารุ่นเก่ามักเรียกว่า แข่ หรือ แข่รีซอ เป็นชนเผ่าชาวเขาที่เรียกตนเองว่า “ลีซู” ( Li-su ) คนไทยเรียกตามชาวจีนยูนนาน (จีนฮ่อ) ว่า ลีซอ นอกจากนี้ยังมีคำเรียกชาวลีซออีกหลายคำ เช่น ลูซู (Lu-tzu) ยอยิน ( Yaw-Yin ) หลอยซู ( Loisu ) และในภาษาจีนกลางเรียกว่า Lisu

       ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พบว่ามีหมู่บ้านชาวลีซอตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยประมาณ ๖๐ หมู่บ้าน มีประชากร ๑๑,๐๐๐ คน ๑,๖๐๐ หลังคาเรือน เฉลี่ยจำนวนคน ๖.๘ คนต่อหลังคาเรือน ในระยะปี พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๓ การกระจายตัวของประชากรชาวลีซอได้ถูกต้อง โดยทางรัฐบาลได้พยายามมีมาตรการในการควบคุมการอพยพ ดังนั้นการกระจายตัวของชาวลีซอจึงอยู่ในพื้นที่ ๑๐ จังหวัด แต่การอพยพยังมีอยู่โดยอพยพเป็นกลุ่มเล็กๆ จากหมู่บ้านหนึ่งโดยอาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
การอพยพเข้าสู่ประเทศไทยของชาวลีซอ จางถิ่นกำเนิดเดิมลงมาทิศใต้ มีสาเหตุมาจากการถูกกดดันด้านการปกครองถึงได้เกิดการสู้รบกัน ชาวลีซอบางส่วนจึงอพยพไปทางภาคเหนือของพม่า เหตุการณ์นี้เกิดในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ในระยะต่อมามีปัญหาทางการเมืองในสหภาพพม่า ประกอบกับขาดแคลนที่ทำกินชาวลีซอจึงได้อพยพจากตอนใต้ของเมืองเชียงตุ งเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่ดอยผาลั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๒–๒๔๖๔ ต่อมากลุ่มนี้ได้อพยพตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภายหลังจึงมีชาวลีซออพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย บริเวณหัวน้ำแม่คำ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และบริเวณใกล้ดอยผ้าห่มปก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ การตั้งถิ่นฐานในระยะแรก ชาวลีซอจะตั้งบ้านเรือนอยู่ในระดับสูงตั้งแต่ ๑,๐๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกฝิ่น

         สำหรับชาวลีซอในประเทศ ไทยมีเพียงกลุ่มเดียว ไม่มีกลุ่มย่อย ภาษาลีซอเป็นภาษากลุ่มเดียวกับภาษามูเซอและอีก้อ ซึ่งแยกสายมาจากกลุ่มภาษาโลโล ( Loloish ) สัมพันธ์กับกลุ่มภาษาทิเบต-พม่า     ( Tibeto-Burman ) และโยงกับตระกูลภาษาใหญ่จีน-ทิเบต ( Sino-Tibetan) (มนัส มณีประเสริฐ ลีซอ พ.ศ. ๒๕๓๙)




อ้างอิงข้อมูลจาก      http://www.contothailand.org/independentfile/INDEX.ASP









ชนเผ่าม้ง




ประวัติความเป็นมา
     ชาวเขาเผ่าแม้ว เรียกตนว่า ‘' ฮมัง ‘' หรือ ‘' ม้ง ‘' มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมไม่แน่ชัด มีข้อสันนิษฐานแตกต่างกันเป็นหลายทาง บ้างมีความเห็นว่าชาวแม้วเป็นเผ่าพันธุ์อิสระหรือไม่ก็เป็นเผ่าพันธุ์ผสม มีข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่าถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวแม้วอยู่ทางแถบเหนือของเอ เซีย อันมีลักษณะกึ่งคอเคเซียนกึ่งมองโลก เมื่ออพยพลงใต้ได้ผสมกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ บ้างในช่วงของการอพยพ    มีตำนานที่เล่าขานกันใน หมู่ชาวแม้วในประเทศจีนว่าบรรพบุรุษของพวกเข่าเคยอยู่ในพื้นที่ที่หนาวเย็น มาก ต่อมาจึงได้อพยพเข้าสู่อาณาเขตที่เป็นประเทศจีนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากเกสารเก่าแก่ที่สุดของจีนที่กล่าวถึงชื่อแม้วประมาณ ๔ , ๗๐๐ ปีก่อน ระบุว่ามีชาวแม้วอยู่ในลุ่มน้ำเหลืองแล้ว แต่การใช้ชื่อแม้วในเอกสารจีนอาจมีความสับสนอยู่บ้าง เนื่องจากในบางช่วงของประวัติศาสตร์ชื่อแม้วได้ขาดหายไปจากเอกสารโดยมีคำว่า ‘' หมาน ‘' ( คนป่าเถื่อน หรืออนารยชน ) มาใช้เรียกชนชาติอื่น ๆ ไม่ใช้เชื้อสายจีน หลักฐานเหล่านี้ ยังได้กล่าวถึงการทำสงครามาระหว่างชาวแม้วกับจีนเรื่อยมาจนกระทั่งมาถึง สมัยาราวงศ์หมิง ( เหม็ง ) ที่จีนได้ใช้กองทัพขนาดใหญ่รุกเข้าสู่พื้นที่ของชาวแม้ว อันเป็นเหตุผลักดันให้พวกเขาจำต้องอพยพหนีร่นลงมาทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ การปะทะกันยังเกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงสมัยราชวงศ์แมนจู ทำให้ส่วนหนึ่งที่ยอมอยู่ในอำนาจของจีน เกิดการผสมผสานกันมากขึ้นและอีกส่วนหนึ่งที่มีการหนีร่นลงทางใต้ จนเข้าสู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ลาว และไทย รวมทั้งเข้าสู่บางส่วนของรัฐฉานในพม่าด้วย


สำหรับกลุ่มย่อยของชาวแม้วในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ
๑ ) ม้งจั๊ว อาจแปลได้ว่า ม้งเขียวหรือม้งน้ำเงิน ชาวแม้วกลุ่มนี้จะเรียกตนเองว่าม้งโดยไม่มีเสียง ‘' ฮ '' นำ พวกเขามักจะถูกเรียกในภาษาไทยว่า แม้วดำ แม้วลาย หรือแม้วดอกส่วนชาวแม้วอีกกลุ่มย่อยหนึ่ง มักนิยมเรียกพวกเขาว่าฮม้งเหล่งซึ่งอาจแปลได้ว่าฮม้งลาย
๒ ) ฮม้งเด๊อ แปลว่าฮม้งขาว เป็นชื่อพวกเขาเรียกตนเองโดยมีเสียง ‘' ฮ ‘' นำ คำว่า ‘' ฮม้ง '' ชื่อเรียกเป็นภาษาไทยก็ใช้ว่าแม้วขาว เคยมีผู้เรียกกลุ่มนี้ว่าแม้วเผือก แต่ไม่เป็นที่นิยมจึงสูยหายไป ส่วนกลุ่มม้งจั๊วจะเรียกพวกเขาว่า ม้งเกล๊อซึ่งก็เป็นคำเดียวกับฮม้งเด๊อเช่นกัน แต่ออกสำเนียงต่างกันไป


วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวม้ง